ตัวเลือกที่อาจ “ใช่” สำหรับคุณ

สวางคนิเวศ บ้านหลังสุดท้าย คำตอบสุดท้าย
เรื่อง : บีเซลบับ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สหประชาชาติ (UN) ให้คำนิยามว่า ประเทศที่มีประชากรอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปเกิน 10% หรืออายุเกิน 65 ปีขึ้นไปเกิน 7% ของประชากรทั้งประเทศ ถือว่าประเทศนั้นได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ (Aging Society) จะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) เมื่อสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มเป็น 20% และอายุ 65 ปีขึ้นไป เพิ่มเป็น 14%

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ประเทศไทยมีสถิติของผู้สูงอายุทะลุเกณฑ์ คือ 10.7% เป็นครั้งแรกในปี 2550 และทำให้ไทยก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) มานับแต่นั้น

จากการสำรวจยังพบว่า สัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวตามลำพังในครัวเรือนมี แนวโน้มสูงขึ้น โดยปี 2537 มีผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว 3.6% ในปี 2545 เพิ่มเป็น 6.3% และในปี 2550 เพิ่มเป็น 7.7% สัญญาณสะท้อนให้เห็นไลฟ์สไตล์ของผู้สูงวัยที่ชัดเจนว่า ฉันอยากอยู่คนเดียว!

คุณผู้อ่านล่ะ เคยถามถึงอนาคตของตัวเองหรือไม่ ว่าหากเราอายุเข้าเกณฑ์แล้ว (ฮา) อยากอยู่คนเดียว หรืออยากอยู่กับใคร มีคนอยู่ด้วยก็อย่างหนึ่ง ไม่มีคนอยู่ด้วยก็อย่างหนึ่ง หรือมีคนอยู่ด้วยแต่ไม่อยากอยู่ (ซะงั้น) ก็อีกอย่างหนึ่ง

อยากอยู่ยังไงกับใคร ตอบได้ไม่ยากเท่ากับว่า หากต้องอยู่ คนเดียวจริงๆ แล้ว จะอยู่อย่างไรให้ปลอดภัย พึ่งพิงตัวเองได้และมีความสุขตามสมควร

สวางคนิเวศ คำตอบสุดท้ายที่อาจเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับหลายคน เพราะที่นี่คือโครงการที่อยู่อาศัยต้นแบบเพื่อผู้สูงวัยของสภากาชาดไทย ภายใต้แนวคิด “ชีวิตอิสระ มีคุณค่า พึ่งพาตนเอง”

โครงการมิได้แสวงหากำไร หากเน้นการออกแบบให้เหมาะสมและเป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ คีย์เวิร์ดคือการบริหารจัดการหลังการขาย ที่เน้นคุณภาพชีวิต สภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม การดูแลสุขภาพทั้งกายและจิตใจของลูกบ้าน ซึ่งก็คือ สว.ทั้งหลาย

เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2539 สวางคนิเวศได้รับพระราชทานนามอาคารจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หมายถึง “สถานที่อยู่อาศัยที่มีความสุขเหมือนสวรรค์”

ตั้งอยู่ที่ ถนนสุขุมวิทสายเก่า หรือเพียง 5.5 กิโลเมตร จาก ถนนศรีนครินทร์ ติดกับชายทะเลบางปู โครงการแรกเป็นอาคารที่พักอาศัยสูง 8 ชั้น มีจำนวน 168 ห้อง ปัจจุบันมีผู้จองสิทธิเต็มหมดทุกห้อง

ที่สวางคนิเวศ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ออกแบบให้สอดคล้องและเหมาะกับวัยผู้อยู่อาศัย นอกจากจะมีห้องออกกำลังกาย ห้องสมุดพร้อมอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ห้องพระ ห้องประชุม ห้องกายภาพบำบัด ลานสุขภาพ ที่นี่ยังมีห้องพยาบาล 24 ชั่วโมง

มีการออกแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่น่าสนใจมากมาย เช่น ทัวร์ไหว้พระ และทัวร์ถ่ายรูป(ฮา) เอาเป็นว่า คุณลุงคุณป้าไม่ทันได้บ่น ไม่ทันได้เบื่อก็แล้วกัน

โครงการประสบความสำเร็จสูง สภากาชาดไทยตัดสินใจพัฒนาโครงการในส่วนต่อขยาย ซึ่งก็ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ทำเลเปิดหน้ากว้างเห็นชายทะเลบางปูซึ่งอยู่ใกล้ๆ อากาศดี ลมตึง การคมนาคมสะดวกสบาย

คุณสมบัติผู้มีสิทธิพักอาศัย ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 55 ปีขึ้นไป ห้องพักทุกห้องไม่สามารถสืบทอดสิทธิการอยู่อาศัย อัตราเริ่มต้น 7.59 แสนบาทขึ้นไป (ถ้าติดทะเลจะแพงกว่านี้) มีค่าบำรุงรายเดือน

สนใจเข้าไปดูรายละเอียดที่ http://centralb.redcross.or.th/sawangkanives หรือโทร. 02-256-4018-22 ไม่แน่ว่านี่อาจคือ คำตอบที่ “ใช่” วิมานหลังสุดท้ายสำหรับคุณ

ที่มาของข่าว : https://40plus.posttoday.com/lifestyle/12334

รัฐเตรียมผุดบ้านพัก’วัยเก๋า’รองรับข้าราชการ-คนระดับกลาง

โครงการบ้านพักผู้สูงอายุหลายแห่งที่ รัฐดูแลตอนนี้ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในคนที่มีฐานะระดับกลาง ซึ่งภาครัฐ มีแผนจะสร้างบ้านพักแห่งใหม่ใน จ.ชลบุรี เพื่อให้ข้าราชการบำนาญ และผู้มีกำลังทรัพย์ได้เข้าอยู่

สมคิด สมศรี อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า ปีนี้มีแผนสร้างบ้านพักผู้สูงอายุนำร่องที่จังหวัดชลบุรี โดยกรมผู้สูงอายุเป็นแม่งานหลัก เบื้องต้นประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมธนารักษ์, สวางคนิเวศ ของสภากาชาดไทย, สถาปนิก จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการวางแนวทางคาดว่า เสนอแผนให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติทันวันผู้สูงอายุเดือนเมษายนปีนี้ เพื่อเป็นของขวัญให้กับผู้สูงอายุ

โครงการนำร่องที่แรกใช้พื้นที่ใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่สภากาชาดไทยมีการสร้างโรง พยาบาลไว้รองรับอยู่แล้ว โครงการนี้จะออกแผนแม่บทในเดือนมกราคม จากนั้นจะขออนุญาตใช้ที่จากกรมธนารักษ์ เดือนกุมภาพันธ์ พอเดือนมีนาคม จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ และเดือนเมษายนเสนอเข้าที่ประชุม ครม.

โครงการที่ อ.บางละมุง ติดกับทะเลพื้นที่ 48 ไร่ ขนาด 300 ยูนิต สูง 5 ชั้น อาคารหลังหนึ่งมี 39-40 ห้อง พื้นที่ห้องขนาด 33 ตารางเมตร และ 45 ตารางเมตร เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นศูนย์กลางของผู้สูงอายุ ซึ่งขณะนี้ ในพื้นที่มีสนามเปตอง ห้องดูภาพยนตร์ ห้องคาราโอเกะ หากก่อสร้างอาคารใหม่แล้วเสร็จ จะใช้เครื่องอำนวยความสะดวกร่วมกัน

ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการออกแบบ โดยอาจารย์จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามนโยบายมุ่งเน้นให้ในพื้นที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ทั้งสระว่ายน้ำ สนามกีฬาในร่ม ที่จอดรถ

คุณสมบัติผู้สูงอายุที่สามารถจองบ้านพักแห่งใหม่นี้ จะเน้นผู้ที่ลงทะเบียนรอบ้านพักที่ สวางคนิเวศ รวมถึงกลุ่มผู้ที่เป็นข้าราชการบำนาญ ผู้ที่สามารถจองได้ ต้องอายุ 55 ปีขึ้นไปมีการเข้าอยู่อาศัยทันที หากไม่ได้อยู่จะไม่อนุญาตให้จองห้อง โดยหลักเกณฑ์ 1 ห้อง สามารถพักได้มากสุด 2 คน สามี-ภรรยา หากคนหนึ่งเสียชีวิต อีกคนยังมีสิทธิในห้อง แต่ถ้าเสียชีวิตแล้วทั้ง 2 คน จะนำห้องนั้นให้ผู้พักอาศัยรายใหม่

โครงการจะเริ่มก่อสร้างก่อนเดือนกันยายนปีนี้ คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 ปีจึง จะแล้วเสร็จ ราคาต้นทุนต่อห้องประมาณ 1,000,000 บาท ในห้อง 45 ตารางเมตร สำหรับผู้ที่สนใจจองจะมีการเก็บเงินมัดจำ ไม่เกิน 6 ผู้ดูแลงวด ซึ่งเมื่อตึกสร้างเสร็จผู้อยู่อาศัยต้องจ่ายเงิน ค่าห้องทั้งหมด

เบื้องต้นสรุปว่าจะมีการเก็บค่ารายเดือน 3,500 บาท สำหรับ 1 คน และ 4,500 บาท สำหรับ 2 คน โดยเงินส่วนนี้หากเหลือจากค่าใช้จ่ายจะเป็นกองทุนให้กับผู้ชราที่เกิดเจ็บป่วยและไม่มีญาติไว้ช่วยเหลืออีกทาง นอกจากเงินช่วยเหลือที่หักจากการซื้อห้อง 40 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเงินกองทุนเหล่านี้หมดจะใช้เงินในส่วนของผู้ชราที่ยากไร้ ซึ่งรัฐมีการจัดสรรให้มาช่วยเหลือ

‘บทเรียนของ ‘สวางคนิเวศ” ทำให้มีการปรับรูปแบบ หากผู้สูงอายุที่อยู่ในโครงการใหม่ป่วยต้องพยายามพาเขากลับบ้าน โดยมีเงื่อนไขว่า หากกลับไปอยู่บ้านจะคืนเงินให้ 40 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่มีญาติ จะย้ายจากห้องบนตึก มาอยู่ตึกชั้นเดียวที่เป็นเรือนพยาบาล ถ้าป่วยในระยะ 3 เดือน ไปพบแพทย์แล้วหาย สามารถช่วยตัวเองได้ จะได้กลับไปอยู่ห้องเดิมบนตึก”

หากไม่หายจากอาการป่วย และไม่มีญาติ จะนำเงิน 40 เปอร์เซ็นต์ มาใช้ในการรักษา โดยย้ายมาอยู่ในอาคารพยาบาลชั้นเดียว และนำห้องเดิมให้ผู้อยู่อาศัยใหม่เข้าแทน แต่ถ้าเกิดเงินหมดไม่เพียงพอในการใช้จ่าย จะย้ายไปอยู่ในอาคารผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งรัฐจะเป็นผู้ดูแล

เมื่อเปิดพื้นที่นี้จะมีทั้งบ้านพักของผู้สูงอายุที่มีกำลังทรัพย์ดูแลได้ในระดับกลาง และระดับล่าง จนถึงผู้สูงอายุที่ต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ ตอนนี้ได้คุยกับบริษัทประกัน เพื่อวางแผนในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุในโครงการ โดยคาดว่า จะนำเงินรายเดือนที่เหลือจากค่าใช้จ่ายมาสมทบเพื่อจ่ายประกันรายบุคคล

ขณะเดียวกันในปีหน้าผู้สูงอายุที่ไม่มีเงินเป็นล้านบาท ในพื้นที่เดียวกันของ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จะมีการสร้างอาคารร่วมกับการเคหะแห่งชาติ ให้กับผู้ชราที่มีรายได้น้อย โดยคิดค่าเช่า เดือนละ 4,000 – 5,000 บาท มีทั้งหมด 33 กว่ายูนิต ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนกัน

หลังจากโครงการแรกนี้เสร็จแล้ว มีแผนที่จัดสร้างต่อในจังหวัดนครนายก เชียงใหม่ และเชียงราย ซึ่งมีพื้นที่แล้ว แต่ กำลังปรึกษาและเตรียมหาเอกชนมาร่วมลงทุนกับรัฐ.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

พม.ใช้บ้านสวางคนิเวศ ต้นแบบสร้างบ้านผู้สูงอายุมีฐานะ

จ.สมุทรปราการ 17 พ.ค.-รมว.พัฒนาสังคมฯ นำคณะศึกษาโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุฯ  สวางคนิเวศ  สภากาชาดไทย จ.สมุทรปราการ  เตรียมพัฒนาเป็นต้นแบบบ้านพักดูแลผู้สูงอายุที่มีฐานะแบบครบวงจร

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นำคณะผู้บริหารกระทรวง ลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุในพระราชดำริที่สวางคนิเวศ สภากาชาดไทย จ.สมุทรปราการ และกล่าวภายหลังว่า นำคณะมาเยี่ยมชมและศึกษาแนวคิด รูปแบบ กระบวนการจัดระบบการดูแลผู้สูงอายุและระบบการบริหารจัดการที่ดี ทั้งในด้านอาคารสถานที่ งบประมาณที่ใช้ในการบริหารจัดการ กฎระเบียบการเข้าพักอาศัยและบริการต่างๆก่อนนำมาปรับใช้เป็นแนวทางต้นแบบในการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีฐานะแบบครบวงจรในอนาคต

รมว.พัฒนาสังคมฯ กล่าวต่อว่า จากการศึกษาดูงานเบื้องต้นพบว่าสถานที่ นี้มีระบบการจัดการออกแบบรองรับความเป็นอยู่และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี โดยจะนำแบบอย่างนี้ไปพัฒนาต่อยอดโครงการสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีฐานะต่อไป  เนื่องจากกระทรวงมีที่ดินอยู่หลายแห่งเหมาะแก่การดำเนินโครงการ โดยเฉพาะที่บางละมุง จ.ชลบุรี และอ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งคาดว่าจะเป็นพื้นที่นำร่องโครงการ หลังจากนี้จะให้การเคหะแห่งชาติ ไปศึกษารายละเอียดและออกแบบโครงการ เพื่อดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลนี้

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระทรวงได้ดำเนินการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจนมาตลอด ขณะที่ผู้สูงอายุที่มีฐานะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณที่มีรายได้จากเงินบำนาญ มีกำลังจ่ายและไม่มีลูกหลานกลับยังไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน ดังนั้น การดำเนินโครงการที่ตอบสนองต่อความต้องการได้ตรงจุด จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางปฏิบัติที่ทำให้ความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุไทยมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น .-สำนักข่าวไทย

ธนารักษ์คัดที่ดินดึงเอกชนทำบ้านผู้สูงวัย

กรมธนารักษ์เผยเอกชนสนใจประมูลโครงการบ้านพักคนชรา จ.เชียงรายพุ่ง ชี้ทำเลตอบโจทย์การใช้ชีวิตบั้นปลาย เตรียมเปิดซองเสนอราคา 23 มี.ค. มั่นใจมีผู้เอกชน-นักพัฒนาอสังหาฯ ลงชิงดำไม่ต่ำกว่า 3 ราย ระยะเวลาเช่า 30 ปี ชี้หากโครงการตอบรับดี เตรียมดันที่ราชพัสดุ 3 แปลงในเชียงใหม่พัฒนาบ้านคนชรามาตรฐาน แจงเหตุโครงการนำร่องจ.นครนายกไม่เวิร์ก เหตุเป็นโครงการใหม่เน้นเฉพาะกลุ่ม เอกชนห่วงระยะคืนทุน ด้าน 3 สมาคมอสังหาฯชวนสมาชิกชมพื้นที่รับคอนเซ็ปต์ดี แต่ขอศึกษารูปต้นทุน กลุ่มลูกค้า และการช่วยเหลือจากรัฐ

aaap1-2-3132

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าโครงการการสร้าง “ศูนย์บริบาลผู้สูงอายุ (Retirement Home) ว่าล่าสุด กรมธนารักษ์ได้เปิดให้เอกชนที่สนใจเข้าประมูลก่อสร้างโครงการ นำร่องบนที่ดินราชพัสดุ จังหวัดนครนายก โดยให้เอกชนที่สนใจเข้ามาเป็นฝ่ายพัฒนาบนที่ดินราชพัสดุแทนภาครัฐ โดยได้กำหนดที่ดินราชพัสดุออกเป็น 3-5 ทำเลที่เหมาะสมกับการพัฒนาในโครงการประเภทดังกล่าว

สำหรับพื้นที่แรก คือ จังหวัดนครนายก เป็นจังหวัดแรกที่มีความพร้อม น่าจะสามารถทำเป็นที่อยู่อาศัยนำร่องเนื่องจากอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัยในแถบบริเวณนั้นก็ยังมีมาก แต่จากการเปิดให้เอกชนเข้าประมูลเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา กลับไม่มีเอกชนแม้แต่รายเดียวที่สนใจเข้าประมูลโครงการ สร้างความผิดหวังให้กับกรม เป็นอย่างมาก

ปัดฝุ่นโครงการบ้านพักคนชรา

“ขั้นต่อไปกรมธนารักษ์ จะนำโครงการแรกที่ไม่มีเอกชนสนใจกลับมาประเมินความต้องการใหม่อีกครั้ง ดูว่ามีจุดอ่อนตรงไหนที่ต้องแก้ไข เนื่อง จากยังเหลือที่ดินราชพัสดุตามเป้าหมายอีกหลายจังหวัด โดยเฉพาะเชียงราย เชียงใหม่ และสงขลา โดยคาดว่าภายใน 1-2 เดือนนี้จะเปิดให้เอกชนที่สนใจเข้าประมูลและพัฒนาโครงการพื้นที่ที่ 2 ซึ่งได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของกรม เข้าไปประเมินความเป็นไปได้ของพื้นที่ ตั้งแต่ขนาดพื้นที่ ทำเล จำนวนที่พักว่าจะมีรูปแบบอย่างไร รวมถึงรูปแบบการบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

ขณะนี้กลุ่มได้ส่งเจ้าหน้าที่ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการพัฒนาสำหรับผู้สูงอายุในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่เพิ่มเติม คาดว่าภายใน 1 – 2 เดือนจากนี้จะเปิดให้เอกชนเข้าประมูลโครงการ โดยโครงการนี้จึงเป็นหนึ่งในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในลักษณะคล้ายกับโครงการโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ลักษณะของบ้านประชารัฐ

 มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการบ้านพักสำหรับผู้สูงอายุ (Retirement Home) มีการเตรียมข้อมูลจาก 2-3 ปีก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะนโยบายที่จะเข้ามาดูแลสังคมผู้สูงอายุ โดยจะเน้นไปที่การยกระดับความเป็นอยู่ ซึ่งปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยแรกที่น่าจะนำมาพัฒนา เนื่องจากกระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์ มีที่ดินซึ่งเป็นที่ราชพัสดุกระจายอยู่ในหลายจังหวัด สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดในเชิงบูรณาการ ขณะเดียวกันยังสามารถเพิ่มฐานการจัดเก็บรายได้จากการบริหาจัดการค่าเช่าที่ราชพัสดุที่มีอยู่ทั่วประเทศในเชิงพาณิชย์

 แจงเหตุคนเมินห่วงระยะคืนทุน

สำหรับโครงการแรก กำหนดไว้ให้เป็นพื้นที่นำร่อง ที่ตำบลปากพลี อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก บนเนื้อที่ 14-1-59 ไร่ ซึ่งปรากฏว่า กรมธนารักษ์ได้เปิดประมูลไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 ที่ผ่านมาแต่ไม่พบว่ามีเอกชนรายใดที่สนใจเข้าประมูลเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า โครงการบ้านพักคนชราเป็นโครงการที่ใหม่ เอกชนจึงยังไม่มั่นใจว่าทำแล้วจะมีโอกาสได้กำไรจากการเข้าไปบริหารจัดการหรือไม่ นอกจากนี้ด้วยขนาดพื้นที่มีเพียง 14 ไร่ซึ่งเป็นขนนาดเล็กส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าลงทุน ขณะเดียวกันกันมีความเป็นได้ที่จำนวนผู้สูงอายุในแถบจังหวัดนครนายกจะมีจำนวนไม่มาก ซึ่งอาจส่งผลต่อระยะเวลาคืนทุนก็เป็นได้

สำหรับอัตราค่าเช่าที่ราชพัสดุ จังหวัดนครนายก กรมธนารักษ์ได้แบ่งเป็น 5ช่วง ปีที่ 1-5 คิดในอัตราไม่ต่ำกว่า 44,834 บาท, ปีที่ 6-10 ไม่ต่ำกว่า 51,559 บาท, ปีที่ 11-15 ไม่ต่ำกว่า 59,293 บาท, ปีที่ 16-20 ไม่ต่ำกว่า 68,187 บาท , ปีที่ 21-25 ไม่ต่ำกว่า 78,414 บาท และปีที่ 26-30 ไม่ต่ำกว่า 90,177 บาท

 เผยอัตราค่าเช่ารายปี

ส่วนโครงการพื้นที่ที่ 2 คือ พื้นที่จังหวัดเชียงราย (ตำบลศรีค้ำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย) แปลงหมายเลขที่ อ.ชร 30 โฉนดที่ดินเลขที่ 359 ตำบลศรีค้ำ อำเภอแม่จัน จังหวัดชียงราย โดยใกล้กับโรงงานหลวงดอยคำ เนื้อที่ 64-3-98 ไร่ (64 ไร่ 3งาน 98 ตารางวา) ที่จะเปิดให้เอกชนที่สนใจเข้าร่วมประมูลจะต้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทยมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 4.569 ล้านบาท (ต้องชำระทุนจดทะเบียนดังกล่าวแล้ว) ที่สำคัญต้องไม่เคยเป็นผู้ทิ้งงานหรือสร้างความเสียหายให้แก่รัฐมาก่อน

ทั้งนี้มีการกำหนดเป้าหมายรวมถึงกรอบการเข้าประมูลในส่วนของเอกชนผู้เข้าประมูลโครงการที่สำคัญประมูลจะต้องยื่นซองเสนอราคาภายในวันที่ 23 มีนาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 09.00-11.00น. โดยคณะกรรมการจะปิดรับซองประมูลเวลา 11.00 น. ทันที และเปิดซองเวลา 13.30 น. ภายในวันเดียวกัน ทั้งนี้รายละเอียดโครงการจะต้องให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่ทางราชการตามเงื่อนไขประมูลอย่างครบถ้วน ซึ่งคณะกรรมการประมูล จะเลือกรายที่ให้สิทธิประโยชน์สูงสุด

 เอกชนสนใจไม่ต่ำกว่า 3 ราย

“ผู้เข้าประมูลต้องชำระค่าเช่าที่ราชพัสดุเป็นรายปี ในอัตรา 2% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายโดยค่าเช่าที่จ่ายแต่ละปีจะต้องไม่ต่ำกว่าค่าเช่าที่กำหนด โดยปีที่ 1-5 คิดค่าเช่าที่อัตราไม่ต่ำกว่า 149,132 บาทต่อปี, ปีที่ 5-10 ไม่ต่ำกว่า 171,502บาท, ปีที่ 11-15ไม่ต่ำกว่า 197,227 บาท, ปีที่ 16-20 ไมทีต่ำกว้า 226,811 บาท, ปีที่ 21-25 ไม่ต่ำกว่า 260,832 บาท , ปีที่ 26-30 ไม่ต่ำกว่า 299,957 บาท โดยเมื่อครบ 30 ปี สามารถต่อสัญญาได้อีก 30 ปี”

ทั้งนี้ จากการประชาสัมพันธ์ให้กับเอกชนที่สนใจลงทุน พบว่า หลังจากได้เปิดขายซองประมูล พบว่า มีเอกชนเสนอติดต่อซื้อซองเข้ามาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ราย และคาดว่าเมื่อครบกำหนด ณ วันที่ 23 มีนาคม 2559 จะมีจำนวนผู้สนใจเข้าเสนอประมูลและพัฒนาโครงการไม่ต่ำกว่า 3 ราย ทุกรายจะต้องยื่นรายละเอียดตั้งแต่ผลประโยชน์ตอบแทนที่จะจ่ายให้แก่รัฐ ครอบคลุมค่าเช่าที่ราชพัสดุที่ระยะ 30 ปีและต้องไม่ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในเอกสารประมูล รวมถึงรูปแบบอาคาร อาจเป็นไปได้ในลักษณะของอาคารชุด บ้านหลัง รวมถึงแนวทางการบริหารค่าส่วนกลางหรือนิติบุคคลเพื่อกำหนดค่าใช้บริการที่ผู้ใช้บริการจะต้องชำระ

 เปิดกว้างผู้สูงอายุวัย 50 ปีอัพ

“ตามกรอบแล้วไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปถึงสามารถเข้าพักได้ แต่หากเป็นผู้ที่มีอายุ ตั้งแต่ 50 ปีที่สนใจก็สารถติดต่อเข้ามาได้ คาดว่าหลังจากเปิดซองประมูลแล้วจะสามารถเริ่มเดินหน้าโครงการได้ภายใน 3 เดือน ซึ่งพื้นที่จังหวัดเชียงรายถือว่าได้เปรียบเนื่องจากมีผู้ที่ต้องการมาใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทยจากหลายประเทศซึ่งส่วนใหญ่ต้องการที่พักที่ได้มาตรฐาน ”

ทั้งนี้หากโครงการที่จังหวัดเชียงรายได้รับการตอบรับที่ดี กรมธนารักษ์ มีแผนที่จะผลักดันที่ดินราชพัสดุ ที่จังหวัดเชียงใหม่อีกประมาณ 2-3 แปลงเพื่อพัฒนาเป็นบ้านพักสำหรับผู้สูงอายุเช่นกัน

 กลุ่มอสังหาฯชวนสมาชิกชมพื้นที่

ด้านนายสมนึก ตันฑเทอดธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าบริษัทได้รับจดหมายเชิญจาก 3 สมาคมอสังหาฯ คือ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ซึ่งร่วมกับกรมธนารักษ์ให้ไปเยี่ยมชมพื้นที่ที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาโครงการเพื่อผู้อายุที่จังหวัดเชียงราย-เชียงใหม่ เมื่อปลายเดือนมกราคม 2559 แต่ทางบริษัทไม่ได้ไปจึงยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจนของโครงการว่าเป็นอย่างไร

“ส่วนตัวมองว่าโครงการดังกล่าวมีแนวคิดที่ดี แต่ต้องดูรูปแบบโครงการให้ละเอียดในทุกด้านเช่น ต้นทุนที่ดินเป็นอย่างไร จะพัฒนาสินค้ารูปแบบไหน กลุ่มลูกค้าเป็นอย่างไร และรัฐจะให้การช่วยเหลือกับภาคเอกชน

 เน้นดีไซน์ฟังก์ชันเอาใจผู้สูงวัย

จากการรวบรวมของ”ฐานเศรษฐกิจ”พบว่าขณะนี้มีบริษัทพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยชั้นนำหันมาออกแบบฟังก์ชันและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ เช่น บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ฯ เดิมนั้นได้จัดโซนสำหรับผู้สูงอายุในโครงการลุมพินีวิลล์ นาเกลือ-วงศ์อมาตย์ ใต้แนวคิด Pleasure Family โดยเลือกชั้น 4-6 นอกจากนี้ยังมีโครงการลุมพินีวิลล์ รัตนาธิเบศร์ และล่าสุดปีนี้ได้พัฒนาอาคารชุดพักอาศัยภายใต้แนวคิด”ชุมชนน่าอยู่สำหรับคนทุกวัย” Episode 2 นำร่องที่โครงการลุมพินีวิลล์ ราชพฤกษ์-บางแวก ส่งมอบคุณค่าผลิตภัณฑ์ และ คุณค่างานบริการ ตามแบบฉบับ “LPN Design” แก่คนทุกวัยภายใต้แนวคิด Universal Design โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่ช่วยตัวเองได้ (Independent Elderly) จะมีกิจกรรมสำหรับผู้สูงวัย, กริ่งขอความช่วยเหลือในห้องชุด, ราวจับช่วยประคองตัวในห้องน้ำ โดยบริษัทได้ร่วมมือกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้รองรับผู้สูงวัยที่ช่วยเหลือตัวเองได้

 เอ็น.ซี.ใช้สินค้าเอสซีจีตอบโจทย์

ในส่วนของบริษัท ล่าสุดได้ร่วมกับ SCG นำเทคโนโลยี SCG Eldercare Solution มาใช้กับสินค้าและบริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการอยู่อาศัยสำหรับกลุ่มผู้สูงวัย ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อาทิ ห้องน้ำสำหรับผู้สูงวัยที่ออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการใช้สอย ระบบพื้นลดแรงกระแทก (Shock Absorption Floor) ที่ช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บหากผู้สูงอายุหกล้มกระแทกพื้น นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบบริเวณรอบบ้านเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ สามารถเดินได้ทั่วบริเวณบ้านอย่างปลอดภัย

“พฤติกรรมการบริโภคของผู้สูงอายุไม่เหมือนสมัยก่อน มีความคิดตามเทรนด์ใหม่ๆเสมอ ส่งผลให้กลุ่มผู้สูงอายุหันมา ใส่ใจด้านการดูแลสุขภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกสบายมากขึ้น โดยนำร่องใช้กับบ้านในโครงการใหม่ ริมสนามกอล์ฟ Home On Green ที่นำนวัตกรรมระบบ Active AIRflow เป็นระบบที่จะช่วยถ่ายเทอากาศและระบายความร้อนออกจากตัวบ้านและโถงหลังคาแบบอัตโนมัติ ควบคุมและแสดงผลผ่าน Smart Mobile Application โดยใช้พลังงานสะอาดจาก Solar Cell เป็นพลังงานหลักในการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบและเลือกใช้วัสดุก่อสร้างบ้านที่เหมาะสม ได้แก่ การใช้ผนังอิฐมวลเบาและการติดตั้งฉนวนใยแก้วกันความร้อนบนฝ้าเพดาน เพื่อสร้างกลไกการหน่วงนำความร้อนเข้าสู่ภายในตัวบ้าน พร้อมทั้งการออกแบบ Green Landscape ให้มีความร่มรื่นรอบตัวบ้าน”นายสมนึกกล่าว

 “สวางคนิเวศ”ฮิตยอดจองเต็ม

แหล่งข่าวจากโครงการสวางคนิเวศ โครงการอาคารชุดพักอาศัยสำหรับผู้สูงวัยของสภากาชาดไทย ที่บางปู จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งถือเป็นโครงการอาคารชุดพักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุโครงการต้นแบบกล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้สนับสนุนสิทธิการเข้าพักเต็มทั้ง 2 โครงการ คือ 468 หน่วย แบ่งเป็นโครงการเดิม สูง 8 ชั้นมี 168 หน่วย และโครงการสอง สูง 6 ชั้นมี 9 อาคาร จำนวน 300 หน่วย แต่การเข้าพักของลูกค้า 2 กลุ่มคือ พักประจำ กับไม่ประจำ จะมาพักเฉพาะวันหยุด และวันนักขัตฤกษ์ สำหรับอัตราค่าสนับสนุนการเข้าพักอาศัยมีอัตรา 8.5 แสนบาทขึ้นไป พื้นที่เฉลี่ยหน่วยละประมาณ 40 ตารางเมตร และค่าส่วนกลางรายเดือนๆละ 2,500 บาท โดยจะมีกิจกรรมทั้งในอาคารและนอกสถานที่ ทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัดให้กับผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมตรวจสุขภาพประจำปีโดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และมีพยาบาลเวรกลางคืนด้วย

“ในพื้นที่ของสวางคนิเวศ เป็นทำเลที่ผู้สูงอายุสามารถเดินเข้าเมืองได้สะดวก ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ การคมนาคมสะดวก ขณะนี้ยังมีพื้นที่ว่างด้านใน ติดทะเล การจะพัฒนาโครงการเฟสใหม่เพิ่มขึ้นหรือไม่ต้อง ขึ้นกับนโยบายของผู้บริหาร อย่างไรก็ตาม ไม่เน้นแข่งขันกับโครงการของเอกชน ซึ่งในพื้นที่ใกล้เคียงมีโครงการอาคารชุดของเอกชนอยู่ระหว่างพัฒนาคือโครงการมารีน่า มีอาคารจำนวนมาก”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,132 วันที่ 18 – 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Active Aging’ คลิก! ธุรกิจ ‘สูงวัยหัวใจโจ๋’

ตลาดสูงวัย “หอมหวาน” เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก BizWeek รวบรวมไอเดียการตลาดสูงวัยหัวใจโจ๋ มีศักยภาพ กำลังทรัพย์ เป็นนักบริโภคตัวยง

คนไทยที่อายุ 65 ปี ขึ้นไป มีอยู่ประมาณ 12% มากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัย มหิดล) ในอีก 10 ปี ข้างหน้า เราจะกลายเป็นสังคมสูงวัยเต็มขั้น โดยในอีก 20 ปี ประชากร 4 คน จะมีผู้สูงอายุรวมอยู่ในนั้น 1 คน สัญญาณที่เกิดขึ้น ดึงความสนใจของตลาด ให้มิอาจเพิกเฉยต่อกลุ่มผู้สูงอายุ ที่มีแนวโน้มขยับเพิ่มขึ้นจนกำลังจะกลายเป็น ประชากรหมู่มากในอนาคตข้างหน้า

ทว่าความหอมหวานไม่ได้อยู่ที่ผู้คนสูงวัยทั้งหมด แต่เป็นการเซ็คเมนต์กลุ่มที่เรียก “Active Aging” ซึ่งยังมีไฟ และใจยังโจ๋ (Young at Heart)

ที่น่าสนใจคือ พลเมืองกลุ่มนี้ มีความพร้อม มีศักยภาพ มีกำลังทรัพย์ เวลา กับประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต

ศิริพร ผลชีวิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อาร์แอลจี (RLG) ประเมินว่า ไทยน่าจะมีกลุ่ม Active Aging อยู่ประมาณ 6.5 ล้านคน จากผู้สูงวัยตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ที่คาดว่า น่าจะมีอยู่ประมาณ 10 ล้านคน หรือสูงกว่า 50% และยังมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ง่ายๆ คือ ผู้สูงวัยชาวไทย มีแนวโน้มเป็น Active Aging มากขึ้น!

ขณะที่ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ยังยกให้ “Aging Society” การเข้าสู่สังคมสูงอายุ เป็นหนึ่งใน 6 Mega Trends ที่จะเกิดขึ้นใน ปี 2020 ชนิดที่ผู้ประกอบการจะละสายตาไม่ได้

เรารู้ดีว่า ผู้สูงอายุรุ่นใหม่ มีทั้งความมั่งคั่ง และไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยกว่าในอดีต ไม่หัวโบราณ เข้าถึงเทคโนโลยี และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงเพื่อรับสิ่งใหม่ๆ

แต่ธุรกิจแบบไหน ? ที่จะโดนใจชาว Active Aging

ในเวที “เทรนด์ธุรกิจ พิชิตใจ วัยเกษียณ” DEMSI Talk ครั้งที่ 2 จัดโดย สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) แชร์ไอเดียธุรกิจรับตลาดผู้สูงอายุยุคใหม่

“รศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล” ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกเราว่า การคิดธุรกิจมาสนองความต้องการกลุ่มสูงวัยพันธุ์ใหม่ ต้องเชื่อมโยงไปใน 5 ด้าน คือ

“Green and Health” ผู้สูงอายุกับกระแสเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

“Innovation” ผู้สูงอายุกับนวัตกรรมใหม่ๆ 

“Digital Life” ผู้สูงอายุกับชีวิตดิจิทัล 

“Asianization” ผู้สูงอายุกับกระแสของเออีซี 

และ “Urbanization” ผู้สูงอายุกับความเป็นเมือง

ส่วนการคิดโอกาสธุรกิจ ก็ให้มองจากพื้นฐานใน 4 เรื่อง คือ กายภาพของผู้สูงอายุ การจัดการทรัพย์สิน ชีวิตกับคนรอบข้าง เวลาและกิจกรรม

มาดูกันว่า จะสกัดออกมาเป็นธุรกิจอะไรได้บ้าง

เริ่มจากมิติด้านกายภาพของผู้สูงอายุ ที่เห็นภาพชัดสุดก็ต้อง Green and Health เรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยชาวสูงวัยต้องการอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อยากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ทว่าอย่าคิดไปไกลว่า ต้องถึงขนาดป่าเขาลำเนาไพร เพราะแท้จริงแล้ว ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ยังต้องการอยู่ในเมือง ใกล้โรงพยาบาลและแหล่งชุมชน เพราะคนแก่ก็ “ขี้เหงา”

สำหรับเทรนด์ของอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้สูงอายุ เขาว่า จังหวัดที่มีความสงบ แต่ยังมีวิถีชีวิตเมือง อย่าง เขตปริมณฑล เชียงใหม่ เขาใหญ่ หัวหิน ฯลฯ อารมณ์นี้ยังมีโอกาสเติบโตได้

มาต่อกันที่ “Innovation” นวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกล ทำให้เชื่อว่า ผู้สูงอายุยุคใหม่ จะมีลักษณะทางกายภาพที่ดีกว่าสูงวัยยุคก่อน เนื่องจากจะมีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสนองตอบทางกายภาพมากขึ้น เช่น แขน ขา กล เพื่อช่วยพยุงกล้ามเนื้อ เทคโนโลยีด้านยารักษาโรค และการใช้หุ่นยนต์ ที่ช่วยดำรงชีวิตของกลุ่มสูงวัย

“ใครที่สนใจตลาดนี้ เตรียมนำเข้าเทคโนโลยีได้เลย เพราะมีคนพร้อมจ่ายอยู่แล้ว” เขาบอก

แวะมาที่กระแสของ Asianization การมาถึงของเออีซี ทำให้เชื่อว่า ผู้สูงอายุจะเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น แต่การเดินทางไกล ร่างกายอาจไม่อำนวย ฉะนั้นการเที่ยวในเอเชียและอาเซียน จะเป็นเทรนด์ที่มาแรงของสูงวัยหัวใจโจ๋

การเปิดอาณาเขตเออีซี จะทำให้เราได้คนดูแลที่เป็นต่างด้าวมากขึ้น พยาบาลฟิลิปปินส์ที่ภาษาอังกฤษดี จะเริ่มเข้ามามีบทบาทในโรงพยาบาลหรือสถานดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ขณะศาสตร์บำบัดฝั่งเอเชีย อย่างนวดประคบ อบสมุนไพรต่างๆ จะกลับมาบูมอีกครั้ง

กลับมาดูเรื่อง การจัดการทรัพย์สิน กันบ้าง ไม่ต้องรอให้สูงวัย แต่หลายคนวางแผนกันตั้งแต่ก่อนเกษียณด้วยซ้ำ ว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตหลังปลดภาระงาน ยังจะมีรายได้สบายๆ หนึ่งในนั้นคือ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า อย่างบ้านและคอนโดมิเนียม ฉะนั้นตลาดอสังหาฯ เพื่อการลงทุนในกลุ่มผู้สูงวัยยังคงได้รับความสนใจ รวมถึงจะมีเครื่องมือการลงทุนใหม่ๆ ที่มารองรับการจัดการทรัพย์สินของผู้สูงวัยมากขึ้น เช่น เล่นหุ้นออนไลน์ ตลอดจนเริ่มไปลงทุนในเอเชียมากขึ้น

ต่อมา คือ ชีวิตกับคนรอบข้าง

ยุคนี้ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ “Digital Life” ผู้สูงอายุกับชีวิตดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จะทำให้ชาวส.ว.(สูงวัย) ได้พูดคุยกับลูกหลานใกล้ชิดขึ้น เห็นการเชื่อมโยงผ่านเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเขาว่า อนาคตสถานดูแลผู้สูงอายุ ตลอดจนที่พักอาศัยที่รองรับกลุ่มผู้สูงอายุ จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านดิจิทัลมากขึ้น เช่น เว็บแคมที่ทำให้คุยกับลูกหลานได้

“แต่แม้มีเทคโนโลยี เขาก็ยังอยากเจอกันตัวเป็นๆ อยู่ จึงเชื่อว่า การนัดกันทางออนไลน์ แล้วมานัดพบกัน มามีตติ้งกัน จะยังเกิดขึ้น แปลว่า ธุรกิจร้านอาหาร และชุมชนที่ให้ผู้สูงอายุได้มาเจอกันยังมีโอกาสมาก”

ขณะการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อเยี่ยมเยือนเพื่อนสนิท มิตรสหายจะมีมากขึ้น สะท้อนถึงโอกาสของธุรกิจการบินและการท่องเที่ยว ซึ่งควรเตรียมการเพื่อรองรับผู้สูงอายุมากขึ้น เช่น การมีพื้นที่กว้างขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือหมอประจำบนเครื่อง สำหรับทริปผู้สูงอายุ เหล่านี้ เป็นต้น

ปิดท้ายกับ เวลา และกิจกรรม

โดยเราจะเริ่มเห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มาตอบสนองเวลาและกิจกรรมของกลุ่ม Active Aging และยังช่วยแก้ปัญหาทางกายภาพไปได้ด้วย เช่น ของเล่นสำหรับผู้สูงอายุ จะเริ่มเห็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับโลกดิจิทัล ธุรกิจหาเพื่อนยังเป็นธุรกิจยอดฮิต ที่ผู้สูงอายุต้องการ ตลอดจน การอยากไปทำประโยชน์เพื่อสังคมจะมีมากขึ้น จะเกิดกิจกรรมที่มีอาสาสมัครเป็นผู้สูงอายุมากขึ้น เช่น ช่วยดูแลนักท่องเที่ยว หรือช่วยงานในบริษัทบางลักษณะงาน เป็นต้น

“กลุ่มนี้เริ่มมีเวลา อาจเริ่มอยากลุกมาปลูกผัก ทำอาหารเอง ฉะนั้น พวกคู่มือปลูกผักอย่างง่าย อุปกรณ์ต่างๆ ที่จะช่วยให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ตลอดจนพวก คลาสสอนผู้สูงอายุในเรื่องต่างๆ จะได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น”

รวมถึง การจัดคอนเสิร์ตย้อนยุค หนังย้อนยุคจะยังมาแรง การจัดทัวร์ไปในสถานที่เก่าๆ ที่คุ้นเคย กับอดีตอันรุ่งเรือง รวมทั้งการสังสรรค์กับเพื่อนเก่า โดยที่เชื่อมโยงกันผ่านโลกออนไลน์ จะยังเติบโตได้

มาดูกรณีศึกษาที่ถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ กับ “สวางคนิเวศ” คอนโดมิเนียมสำหรับผู้สูงอายุ โดย สภากาชาดไทย บางปู สมุทรปราการ ที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบที่พักอาศัยและบริการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ โดย ปัจจุบันมี 2 เฟส รวม 468 ยูนิต

สวางคนิเวศ ไม่ใช่คอนโดแบบขายขาด แต่คนซื้อจ่ายเพื่อได้รับสิทธิ์เข้ามาอยู่ ทว่าไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่เป็นการซื้อไลฟ์สไตล์ และบริการที่จะดูแลชีวิตให้ปลอดภัย แล้วก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีจนถึงวาระสุดท้าย

คิดกันง่ายๆ ว่า เหมือนเรามาเช่าพื้นที่ใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลาย โดยที่มีบริการทางการแพทย์ บริการผู้ดูแลให้ความช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน มีสังคม มีกิจกรรมให้ทำ เพื่อเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ และมีความสุข

โดยราคาแต่ละยูนิตอยู่ที่ ประมาณ 8 แสน -1 ล้านบาท บวกค่าส่วนกลางอีกเดือนละประมาณ 2.5 พันบาท

“คอนเซ็ปต์การอยู่แบบสวางคนิเวศ คือ การมาแชร์ค่าใช้จ่ายร่วมกัน คนสูงอายุจำนวนมากได้มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน มีสังคม มีคนที่สนใจทำในเรื่องคล้ายคลึงกัน และช่วยกันแชร์ค่าใช้จ่ายกันเมื่อเวลาที่ต้องการด้านการแพทย์”

ถาม “พญ.นาฏ ฟองสมุทร” อนุกรรมการบริหารโครงการที่พักผู้สูงอายุ สวางคนิเวศ สภากาชาดไทย ว่า สวางคนิเวศ ประสบความสำเร็จแค่ไหน คำตอบสั้นๆ แค่ ปัจจุบัน “เต็มทุกยูนิต”

หนึ่งเทรนด์ที่เห็นได้ชัด จากผู้สูงวัยทั้ง 2 เฟสคือ

เฟสแรก ตั้งแต่เริ่มเปิดมาเมื่อกว่าสิบปีก่อน ผู้เข้าพักจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 73-74 ปี ทว่าเฟสสองที่เพิ่งเปิดมาได้ประมาณสามปี กลับมีอายุเฉลี่ยน้อยลง นั่นคือ อยู่ที่ประมาณ 60-61 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยัง Active อยู่มากๆ

“เห็นชัดว่าผู้สูงอายุแต่ละเจนความต้องการไม่เหมือนกัน ไลฟ์สไตล์ก็ไม่เหมือนกัน อย่างกลุ่มแรก มาเพราะต้องการความสงบ ต้องการอยู่ในที่ซึ่งปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ดูแล ค่อนข้างปลีกวิเวกหน่อย ชอบบำเพ็ญสมาธิ ปฏิบัติธรรมอะไรต่างๆ แต่กลุ่มที่ 2 จะใช้ชีวิตแอคทีฟขึ้น ชอบเที่ยว สนใจเทคโนโลยี มีจิตใจสังคมสงเคราะห์มากขึ้น”

นั่นคือความแตกต่างของกลุ่มสูงวัยหัวใจโจ๋ ที่ทำให้พวกเขาต้องปรับบริการมารองรับ เช่น การจัดการท่องเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ (Slow Tourism) เพื่อสนองใจผู้สูงอายุกลุ่มนี้โดยเฉพาะ

มีไอเดียธุรกิจมากมายให้เลือกทำ แต่จะเริ่มจากไหนดี “ธนันธน์ อภิวันทนาพร” ผู้เชี่ยวชาญพัฒนายุทธศาสตร์ ISMED สรุปให้ฟังว่า การเข้าสู่ตลาดผู้สูงอายุ ผู้ประกอบการต้องเข้าใจ และ เจาะเซ็กเมนต์ให้ดี เนื่องกลุ่มผู้สูงวัยพันธุ์ใหม่กับพันธุ์ดั้งเดิมแตกต่างกัน ขณะที่เจเนอเรชั่นต่างกัน ก็มีความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันไป

โดยผู้สูงวัยมีอยู่หลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มที่เป็นนักลงทุน กลุ่มที่อยากบรรลุความต้องการบางอย่างหลังเกษียณ กลุ่มชอบสังคม กลุ่มที่มีเวลาว่าง ไม่รีบร้อน เหล่านี้เป็นต้น เลือกเจาะได้ตั้งแต่ วัยเตรียมเกษียณ วัยเกษียณอายุ และผู้สูงวัยเต็มตัว โดยย้ำว่า โฟกัสให้ตรง เลือกให้ชัด จะได้ตอบสนองได้ตรงจุด

“เลือกได้แล้วก็ต้องหา Pain point หาจุดที่เจ็บปวดของกลุ่มนี้ให้เจอ แล้วมาออกแบบและพัฒนาเป็นสินค้าหรือบริการไปตอบสนอง ที่สำคัญคือต้องมีการสื่อสารออกไปด้วย” เขาบอก

ขณะที่ “สักกฉัฐ ศิวะบวร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอบริก จำกัด บอกว่า การทำผลิตภัณฑ์สนองกลุ่มสูงวัยหัวใจโจ๋ หากเป็นบริการอาจเกิดได้ทันที ทว่าถ้าเป็นสินค้าอาจต้องอาศัยการวิจัย มีผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการพัฒนาอยู่บ้าง ฉะนั้นอยากแนะนำให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจใดอยู่ อาจไม่ได้เจาะกลุ่มผู้สูงวัยเป็นหลัก แต่ให้ลองเพิ่มเซ็กเมนต์ที่เป็นกลุ่มสูงวัยเข้าไปด้วย แบบนี้ก็จะเริ่มได้ง่ายสุด

“เช่น ทำธุรกิจอาหารอยู่ ก็นำการศึกษาบางอย่างเข้ามาทำกับกลุ่มเอจจิ้ง หรือทำธุรกิจท่องเที่ยว ก็ลองเพิ่มอีกกลุ่มสำหรับตลาดผู้สูงอายุ ตลอดจนลองหาเครือข่ายใหม่ๆ ที่เก่งเรื่องกลุ่มนี้ มีข้อมูลดีๆ มาร่วมมือด้วย ก็จะทำให้เจาะตลาดสูงวัยได้ง่ายขึ้น”

หลากไอเดียคูลๆ ที่ใช้เปิดตลาด Active Aging เค้กชิ้นใหม่ที่ยังหอมหวาน กับพลเมืองสูงวัยหัวใจโจ๋

swang-105

……………………….
“RLG-AAA”
อคาเดมีสูงวัยหัวใจโจ๋
“RLG-AAA” หรือ RLG-Active Aging Academy” คือ ศูนย์การเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ หมากรบล่าสุดของรักลูกกรุ๊ป หลัง กลุ่ม Active Aging เป็นหนึ่งในตลาดใหม่ที่พวกเขาให้ความสนใจ และมุ่งขยายธุรกิจเพื่อตอบสนอง

ศิริพร ผลชีวิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อาร์แอลจี (RLG) บอกเราว่า คนกลุ่มนี้มีความพร้อมและมีศักยภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่รวมถึงมิติอื่นๆ ด้วย เพราะมีประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต

“พอลูกโตแล้ว เขาก็เริ่มรู้สึกหมดความสำคัญ โดยเฉพาะยิ่งคนที่เกษียณแล้ว จะเห็นชัดเลยว่า ไม่รู้จะทำอะไรดี ซึ่งกลุ่มนี้ยัง Active อยู่ ไม่ใช่นอนอยู่กับบ้าน เขาแก่แต่กาย แต่ใจไม่ได้แก่ด้วย เพราะยังมีความต้องการอยู่ ทั้ง ปัจจัยสี่ การยอมรับ และมิติต่างๆ” เธอสะท้อนภาพ

ขณะที่ธุรกิจที่รอตอบสนองกลุ่ม Active Aging มีอยู่มหาศาล ทำอย่างไรที่จะฉีกตัวเองออกมาจากตลาดเหล่านั้นได้ ต้องเริ่มจากต้นทุนความเชี่ยวชาญที่มี นั่นคือ “การสร้างการเรียนรู้” ผ่านหลักสูตรต่างๆ ที่จะจัดทำขึ้นเพื่อสนองความต้องการกลุ่มสูงวัยที่ยังแอคทีฟโดยเฉพาะ ตั้งแต่กลุ่มวางแผนเกษียณ กลุ่มเกษียณ ตลอดจนผู้ดูแลที่ต้องเตรียมตัวสำหรับดูแลผู้สูงอายุ

“กลุ่มแอคทีฟ ไม่ได้ขึ้นกับอายุ แต่อยู่ที่ไลฟ์สไตล์และจิตใจเขาด้วย” เธอย้ำ

กลายเป็นที่มาของหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นจากการศึกษากลุ่มผู้สูงอายุในแต่ละเจน เพื่อสร้างการเรียนรู้ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ตามปรัชญาของพวกเขา ตั้งแต่หลักสูตรที่เป็นความจำเป็นที่ผู้สูงอายุต้องทราบ เช่น การวางแผนเรื่องการเงิน การดูแลสุขภาพ การใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร เป็นต้น

ตลอดจน “หลักสูตรตามอัธยาศัย” อย่าง เรียนศิลปะ เรียนดนตรี เต้นรำ ทำอาหาร แม้แต่ การทำภาพยนตร์

“เราจัดหมวดเนื้อหา เช่น เรื่อง สุขภาพ เทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ และความชอบส่วนตัว โดยผู้สูงอายุบางคนอาจมีความฝันอยากทำหนัง เราก็จะหาคนมาสอนทำหนังสั้นให้ แล้วให้คนในครอบครัวมาดูด้วยกัน เพื่อให้เขารู้สึกว่า ตัวเองยังมีคุณค่า แล้วทุกคนยอมรับในคุณค่านั้น ซึ่งนั่นคือเป้าหมาย”

โมเดลในการหารายได้ของ AAA ไม่เพียงการจัดคอร์สสำหรับผู้สูงอายุ แต่มองถึงการเข้าไปทำโครงการให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่อยากทำกิจกรรมกับผู้สูงอายุ เช่น สถาบันการเงินที่อยากสอนเรื่องการวางแผนทางการเงินกับกลุ่มผู้สูงอายุ พวกเขาก็จะไปดำเนินการให้ ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการสร้างการเรียนรู้ที่มีมานาน เพื่อสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น โดยตั้งเป้าว่า ตลาดสูงวัยจะสร้างยอดขายให้กับบริษัทได้ประมาณ 10%

“เราต้องการเป็นเบอร์หนึ่ง เป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์ ในตลาดการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ” ซีอีโอ อาร์แอลจี บอก

ทว่าเธอย้ำว่า เป้าหมายที่สำคัญไปกว่า ตัวเลขการเติบโตของธุรกิจ คือ การเติมเต็มความต้องการให้กับกลุ่มสูงวัย ให้ได้ใช้ชีวิตต่อไปอย่าง ภาคภูมิใจ มีความสุข และมีประโยชน์

นั่นคือเป้าหมายที่แท้จริง ของ อคาเดมีสูงวัยหัวใจโจ๋

…………………….
“Cozy Cottage”
แตกไลน์แฟชั่นวัย 60+

ผ้าพันคอลายสวย เรียบหรูและดูดี เป็นผลงานของแบรนด์ “Cozy Cottage” บริษัท Cozy Design Studio จำกัด ที่แตกไลน์มาจับกลุ่ม Active Aging หลังเข้าร่วม “60+ Project” พัฒนาธุรกิจผู้สูงอายุ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อปีที่ผ่านมา

“ชนิตา วิริยะชัย” เจ้าของแบรนด์ บอกเราว่า ตลาดผู้สูงอายุที่ Young at Heart มีความน่าสนใจ มีกำลังซื้อ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก นับเป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาสินค้าไปตอบสนอง

แล้วต้องดีไซน์สินค้าแบบไหน ให้โดนใจคนกลุ่มนี้ เธอว่า “ต้องใช้แล้วไม่รู้สึกว่าแก่” แต่ดูแอคทีฟขึ้น เปรี้ยวขึ้น ลดวัย และใส่ได้กับเสื้อผ้าหลากหลาย ขณะที่การเลือกวัสดุ ผู้ใหญ่จะชอบคุณภาพ ฉะนั้นวัสดุที่เลือกใช้ก็ต้องเป็นของดี อย่าง “ไหมไทย” ที่ทั้ง นิ่ม ทั้งสวย และ “เลอค่า”

“กลุ่มนี้รสนิยมจะเฉพาะตัวนิดนึง คือ ค่อนข้างเลือกใช้ของดี ไม่ได้เน้นถูกเข้าว่า วัยรุ่นอาจชอบแบบแฟชั่น เปลี่ยนกันบ่อยๆ แต่ผู้ใหญ่ซื้อของ เขาจะเก็บไว้ใช้นานๆ อยู่ได้นานๆ เลยเน้นของดี แต่ไม่ใช่แพงอย่างเดียวนะ ต้องสอดคล้องไปกับคุณภาพด้วย”

อีกหนึ่งไลฟ์สไตล์การช้อป ของ Active Aging ที่แตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างเห็นชัด คือ ไม่ใช่แค่ซื้อใช้เอง แต่ยังซื้อเป็นของขวัญของฝากอีกด้วย

“เด็กๆ ซื้อใช้ ผู้ใหญ่ซื้อแจก” เธอสรุปให้ฟังอย่างนั้น

ขณะการออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์ ต้องเข้าใจการใช้งานของผู้สูงวัยด้วย เช่น ผ้าพันคอ ที่คนวัยนี้จะเอามาพันคอเพื่อปกปิดริ้วรอยเหี่ยวย่น และทำให้ร่างกายอบอุ่น ตอบความต้องการนี้ได้ ก็จะเข้าถึงใจตลาด Active Aging

สำหรับการทำตลาด เธอว่า มองต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะญี่ปุ่น และยุโรป ที่กลุ่มสูงวัยยัง “หวานมาก”

เพื่อนำแฟชั่นแบรนด์ไทย ไปสนองใจชาว Active Aging ทั่วโลก

สวางคนิเวศ สภากาชาดไทย ชีวิตอิสระ…ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ

ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์และการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพผู้คน ทำให้ประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ที่อยู่อาศัย ก็นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องออกแบบ และปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุเพื่อให้เกิดความปลอดภัย มีความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต

ด้วยเหตุนี้ สภากาชาดไทย โดยบทบาทสำคัญที่ให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขแก่ประชาชน จึงมีแนวคิดในการพัฒนาอาคารชุดพักอาศัยภายใต้ชื่อ “โครงการสวางคนิเวศ” เพื่อการเป็นที่พักอาศัยที่เหมาะสมและสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายของผู้สูงอายุโดยเฉพาะขึ้น

พญ.นาฎ ฟองสมุทร กรรมการบริหารที่พักผู้สูงอายุสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย บอกเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวว่า โครงการสวางคนิเวศ เป็นโครงการพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเล็งเห็นว่า จำนวนประชาชนผู้สูงอายุจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทรงต้องการให้สภากาชาดไทยจัดสร้างอาคารที่พักเพื่อตอบสนองการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุที่เหมาะสมจึงเกิดเป็นโครงการสวางคนิเวศขึ้นมาซึ่งดำเนินการโดยสภากาชาดไทย

โครงการสวางคนิเวศในเฟสแรกถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2539 เป็นอาคารสูง 8 ชั้น มีห้องจำนวน 163 ห้อง จากนั้นในปี พ.ศ. 2545 ทางคณะกรรมการของสภากาชาดไทยได้อนุมัติโครงการสวางคนิเวศในเฟสที่ 2 ซึ่งสร้างขึ้นภายในอาณาบริเวณเดียวกับโครงการที่ 1 คือ ตั้งอยู่ภายในสวางคนิวาศ ที่ ต.บางปู จ.สมุทร ปราการ ซึ่งมีพื้นที่ขนาด 130 ไร่ อยู่ภายใต้การดูแลของสภากาชาดไทย โดยจัดให้เป็นพื้นที่ดูแลระยะยาวทั้งผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ภายในจะเป็นที่ตั้งของสถานีกาชาดที่ 5 และศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการทำกายภาพบำบัด ทำเวชศาสตร์ฟื้นฟูจะต้องมาทำที่นี่

สำหรับสวางคนิเวศ เฟส 2 จะอยู่ถัดจากศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู บนพื้นที่ 23 ไร่ จัดสรรเป็นอาคารห้องชุดเพื่อผู้สูงอายุ โดยมี รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุและคนพิการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงการณ์มหา วิทยาลัย เป็นผู้ออกแบบ

ลักษณะของโครงการจะคล้าย ๆ คอนโดมิเนียม เป็นอาคารซึ่งมีทั้งหมด 9 อาคารด้วยกัน แต่ละอาคารจะสูง 6 ชั้น ในชั้นหนึ่งจะมี 4 ห้อง บางอาคารอาจจะมี 8 ห้อง รวมทั้งหมด 300 ยูนิต ในแต่ละห้องจะมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 40-42 ตารางเมตร ภายในห้องมีความโปร่ง โล่ง มีการถ่ายเทระบายอากาศและแสงสว่างได้ดี เพื่อกระตุ้นความมีชีวิตชีวาของผู้สูงอายุ

“สิ่งสำคัญ คือ เน้นในเรื่องของความปลอดภัยเป็นหลัก โดยจะมีห้องน้ำที่กว้างสามารถนำรถเข็นเข้าไปได้ รวมทั้งในส่วนอื่น ๆ ก็สามารถนำรถเข็นเข้าไปได้ในทุกพื้นที่ของห้อง และยังมีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยไว้ด้วย โดยมีการติดตั้งปุ่มสัญญาณขอความช่วยเหลืออัตโนมัติไว้ที่หัวเตียงและภายในห้องน้ำ ซึ่งระบบนี้จะเชื่อมโยงไปยังห้องเจ้าหน้าที่การพยาบาล เพื่อที่จะได้ให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุได้ทันท่วงที”

ในส่วนของบริการ พญ.นาฎ กล่าวว่า โดยหลัก ๆ คือ มีเจ้าหน้าที่ประจำอาคาร มีฝ่ายช่าง มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง มีแม่บ้านทำความสะอาดภายนอกแต่ละอาคาร แต่สิ่งที่แตกต่างจากอาคารที่พักอาศัยโดยทั่วไป คือ มีบริการด้านสุขภาพ โดยจะมีทีมพยาบาล เรียกกันว่า ทีมส่งเสริมสุขภาพ มาประจำอยู่ที่โครงการทุกวัน ในเวลา 17.00–07.00 น.ของวันรุ่งขึ้น เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะสามารถให้ความช่วยเหลือได้ทันที ส่วนในช่วงกลางวันจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่แล้ว ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพ อีกทั้ง ยังอยู่ใกล้กับสถานีกาชาดที่ 5 และศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ฉะนั้นในช่วงกลางวันจะมีเจ้าหน้าที่ที่ ทำงานประจำอยู่แล้ว

“ในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ถ้าผู้สูงอายุท่านนั้นไม่มีโรงพยาบาลประจำจะมีระบบส่งต่อไปยังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทันที ส่วนในกรณีตรวจประจำเดือน ทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จะมีระบบนัดวันตรวจ ซึ่งทางพยาบาลจะคอยดูแลในส่วนนี้ให้ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้พบแพทย์ตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอ โดยมีการจัดทำแฟ้มสุขภาพของผู้สูงอายุที่เข้าพักไว้ที่อาคาร เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินจะได้สามารถนำแฟ้มประวัติไปใช้ได้ทันที โดยผู้สูงอายุจะเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในส่วนนี้ตามการรักษาจริง”

นอกจากนี้ ยังมีบริการด้านสุขภาพเมื่อผู้สูงอายุที่เข้ามาพักอาศัยภายในโครงการมีอายุมากขึ้น โดยจะมี ผู้ดูแลกลาง ซึ่งก็คือ เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมและมีความรู้ มีทักษะในการดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งเข้าใจจิตวิทยาของผู้สูงอายุ มาให้บริการเมื่อผู้สูงอายุต้องการใช้บริการ อาทิ ต้องการให้มานอนด้วยเมื่อรู้สึกเจ็บป่วยขึ้น หรือต้องการผู้ช่วยเมื่อต้องการออกไปติดต่อธุระข้างนอก รวมทั้ง ต้องการผู้ช่วยทำความสะอาดห้อง ซักผ้า รีดผ้า ถูห้อง ตลอดจนไปหาหมอเป็นเพื่อน ซึ่งตรงนี้สามารถใช้บริการของผู้ดูแลกลางได้ แต่ตรงนี้จะเป็นบริการที่ต้องมีค่าใช้จ่าย

ในส่วนของภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะประกอบด้วย ค่าส่วนกลางเดือนละ 2,500 บาทต่อห้อง ในส่วนนี้จะครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แม่บ้านที่ดูแลส่วนกลาง การจัดเก็บขยะ รวมทั้งบริการเจ้าหน้าที่พยาบาลที่มาอยู่เวรในช่วงเวลา 17.00-07.00 น. ตลอดจนการตรวจสุขภาพประจำปีฟรีกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อีกทั้งในส่วนของผู้ดูแลกลางจะต้องจ่ายเพิ่มเมื่อมีการเรียกใช้บริการเป็นครั้ง ๆ ไป โดยจะมีกำหนดไว้ รวมไปถึงค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ตามจำนวนหน่วยที่ใช้จริงในอัตราที่กำหนด ค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรมบางประเภทที่จัดขึ้นมา และค่าใช้จ่ายส่วนตัว

นภาพรรณ วิภาคพันธุ์ อนุกรรม การบริหารอาคารสวางคนิเวศ สภากาชาด ไทย เล่าถึงกิจกรรมที่จัดขึ้นเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมขึ้นในเฟสที่ 1 ซึ่งมีทั้งกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในโครงการ อาทิ ทำสิ่งประดิษฐ์ นิมนต์พระมาเทศน์ให้ฟัง มีวิทยากรมาอธิบายให้ความรู้ และกิจ กรรมนอกโครงการโดยการพาไปเปลี่ยนบรรยากาศในสถานที่ต่าง ๆ มีตั้งแต่เช้าไปเย็นกลับ และค้างคืน 1 คืน โดยจะมีการสำรวจในทุก ๆ ด้าน ทั้งสถานที่ ความเหมาะสม ห้องน้ำ อาหาร ทุกเรื่องจะต้องรอบคอบโดยเน้นความปลอดภัยเพื่อให้ผู้สูงอายุมีความสุขที่ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ออกมาพักผ่อนนอกสถานที่

นอกจากนี้ ยังให้ผู้สูงอายุได้เข้าร่วมกิจกรรเป็นผู้ให้ด้วย โดยที่ผ่านมาจัดกิจกรรมไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ. พระนครศรีอยุธยา นำสิ่งของไปให้และร่วมบริจาคเงินให้กับผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม รวมทั้งพาผู้สูงอายุไปเยี่ยมและเลี้ยงอาหารคนชรา เพื่อให้ผู้สูงอายุได้เห็นคุณค่าของตนเองว่ายังสามารถทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและสังคมได้

พญ.นาฎ กล่าวต่อว่า การดำเนินการโครงการในเฟสที่ 2 นี้ มีแนวคิดในการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งมี บริษัท แอล พี เอ็น ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เข้ามาร่วมในส่วนของการบริหารจัดการอาคารและการก่อสร้างอาคาร โดยเมื่ออาคารสร้างเสร็จสมบูรณ์ ทางบริษัท แอล พี เอ็น จะเข้ามาบริหารจัดการอาคารให้ และสภากาชาดไทยจะบริหารจัดการด้านสุขภาพ แต่โครงการทั้งหมดยังคงเป็นการดำเนินงานโดยสภากาชาดไทยอยู่เหมือนเดิม

มนูญ วิเศษสุนทร เจ้าหน้าที่บริษัท แอล พี เอ็น ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) อธิบายรูปแบบการบริหารจัดการอาคารให้ฟังว่า โครงการสวางคนิเวศถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุแบบครบวงจร ซึ่งมีทั้ง สระว่ายน้ำที่ออกแบบมาเพื่อการผ่อนคลายและการบำบัด โดยจะมีราวให้จับตลอดแนวสระน้ำ

นอกจากนี้ยังมีห้องออกกำลังกาย ซึ่งจะมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุเป็นหลัก อาทิ ลู่เดินอากาศที่ไม่มีแรงกระแทก ลู่เดินไฟฟ้า จักรยานปั่นที่ไม่มีแรงกระแทก และในอนาคตจะมีนักกายภาพเข้ามาช่วยในการออกแบบการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุด้วย รวมทั้งมีลานเพื่อสุขภาพกลางแจ้ง มีลู่เดินในสวน นอกจากนี้ ยังมีห้องสมุดซึ่งจะมีหนังสือทุกแนวจัดไว้ให้ ตลอดจนห้องคอมพิวเตอร์และห้องสวดมนต์ไว้ให้ผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมที่ตนชอบ

ผู้ที่สามารถเข้ามาจับจองห้องชุดในโครงการได้ คือ ผู้ที่มีสัญชาติไทย ไม่จำกัดเพศ อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป แต่ตรงนี้สามารถยืดหยุ่นได้ โดยพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป รวมทั้งมีความแข็งแรงในระดับสามารถดูแลตัวเองได้ ประการต่อมา ต้องมีทุนทรัพย์ ซึ่งเป็นลักษณะของการบริจาคเงินให้สภากาชาดไทย เป็นต้นทุนในการก่อสร้างอาคาร ประมาณ 850,000 บาทเป็นขั้นต่ำ ขึ้นอยู่กับทำเลของห้อง โดยสามารถแบ่งชำระได้ในระหว่างที่ทำการก่อสร้างอยู่ และยินดีปฏิบัติตามระเบียบและเงื่อนไขของโครงการรวมทั้งสามารถจ่ายค่าดำรงชีวิตตนเองได้ตลอดชีวิต

’ลักษณะของการเข้าพักอาศัยในโครงการสวางคนิเวศ เป็นการซื้อสิทธิในการเข้าพักอาศัย โดยผู้สูงอายุเมื่อบริจาคเงินตามกำหนดแล้วเป็นคู่สัญญากับสภากาชาดไทย จะสามารถเข้าพักอาศัยในห้องอาคารชุดได้ตลอดชีวิต พร้อมคู่สมรส (ถ้ามี) ในกรณีที่เป็นพี่น้อง พ่อ แม่เดียวกันสามารถมาอยู่ด้วยได้ รวมทั้ง เพื่อน หรือญาติ สามารถมาพักอาศัยได้เป็นครั้งคราว แต่ถ้าหากจะให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่ชื่อผู้บริจาคเข้ามาพักอาศัยจะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนเข้าพัก”

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้เข้าพักเสียชีวิตห้องที่พักอาศัยอยู่นั้นจะกลับไปเป็นของสภากาชาดไทย โดยทางสภากาชาดไทยจะทำความสะอาดและตกแต่งใหม่ เพื่อให้ผู้บริจาคคนใหม่เข้ามาอยู่แทน ซึ่งโครงการนี้จะเป็นโครงการที่พักอาศัยเพื่อผู้สูงอายุไปตลอดไม่มีวันสิ้นสุด เพื่อให้ชีวิตของผู้สูงอายุมีความอุ่นใจ ปลอดภัย ทั้งทางด้านสุขภาพ และทรัพย์สิน มีจิตใจที่ไม่อ้างว้าง เพราะได้ร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนในวัยเดียวกัน.

“ลักษณะของโครงการจะคล้าย ๆ คอนโดมิเนียม เป็นอาคารซึ่งมีทั้งหมด 9 อาคารด้วยกัน แต่ละอาคารจะสูง 6 ชั้น ในชั้นหนึ่งจะมี 4 ห้อง บางอาคารอาจจะมี 8 ห้อง รวมทั้งหมด 300 ยูนิต ในแต่ละห้องจะมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 40-42 ตารางเมตร ภายในห้องมีความโปร่ง โล่ง มีการถ่ายเทระบายอากาศและแสงสว่างได้ดี เพื่อกระตุ้นความมีชีวิตชีวาของผู้สูงอายุ”

สภากาชาดไทยจัดให้มีกิจกรรม “สุขสโมสร…ครั้งที่ 1” ขึ้น ในวันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 10.00–14.00 น. บริเวณอาคารสวางคนิเวศ เฟส 1 ต.บางปู จ.สมุทรปราการ เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับอาคารสวางคนิเวศ เฟส 2 และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและแนวทางการใช้ชีวิตสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ โดยผู้มาร่วมงานไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย

เชิญชวนร่วมกิจกรรม สุขสโมสร…ครั้งที่ 1

– การเสวนาเรื่อง “วัย 50+ กำลังแจ๋ว”

-การตรวจสุขภาพตาสำหรับผู้สูงอายุโดยคณะจักษุแพทย์ของสภากาชาดไทย

– การทำอาหารเพื่อสุขภาพอย่างง่าย ๆ

– การประดิษฐ์สิ่งของประดับตกแต่งบ้าน DIY

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2389-1551

สภากาชาดไทย ชวนเพื่อนแนะนำเพื่อนอยู่ด้วยกันที่ “สวางคนิเวศ”

Sawang_rc01
สภากาชาดไทย ชวนผู้พักอาศัยโครงการสวางคนิเวศ คอนโดต้นแบบเพื่อผู้สูงอายุของสภากาชาดไทย จูงมือเพื่อนสนิทหรือญาติพี่น้องที่เป็นบุคคลสัญชาติไทย มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ร่วมแคมเปญ “เพื่อนแนะนำเพื่อน” เพื่อจองสิทธิ์การเข้าอยู่อาศัยในโครงการ “สวางคนิเวศ ส่วนต่อขยาย” ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ทั้งในด้านการออกแบบห้องพัก และสภาพแวดล้อม พร้อมบริการทางการแพทย์ที่จะดูแลสุขภาพกายและใจ
Sawang_Idea_01

โดยภายในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2554 นี้ เมื่อจูงมือกันมารับทันทีของสมนาคุณมากมาย (ขึ้นอยู่กับจำนวนยูนิตที่แนะนำ) อาทิ หมอนสุขภาพ เครื่องชั่งน้ำหนักวัดไขมันร่างกาย เครื่องวัดความดัน เครื่องคั้นผลไม้ เครื่องนวดเท้า เป็นต้น สำหรับใครที่แนะนำเพื่อนมาร่วมจองสิทธิ์มากกว่า 6 ยูนิต ลุ้นรับของสมนาคุณพิเศษ โดยจะได้รับครบทุกชิ้นพร้อมกันหมดในวันที่ 15 ตุลาคม นี้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานขาย โทรศัพท์ 0 2389 1551-2 ทุกวัน 09.00 – 18.00 น.

คอนโดฯ เพื่อ ผู้สูงอายุ “อาคารชุดสวางคนิเวศ” โดย สภากาชาดไทย

        สภากาชาดไทย แถลงข่าวเปิดตัวคอนโดต้นแบบเพื่อผู้สูงอายุ ภายใต้ชื่อ “สวางคนิเวศ” อาคารชุดพักอาศัยที่สร้างขึ้นเฉพาะผู้สูงอายุ ในแนวคิด “ชีวิตอิสระ มีคุณค่า พึ่งพาตนเอง” เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554 ณ อาคารสวางคนิเวศ บางปู จังหวัดสมุทรปราการ โดยเป็นอาคารชุดพักอาศัยที่เน้นทุกการออกแบบให้เหมาะสม และเป็นมิตรกับผู้สูงอายุ ครบครันทุกความต้องการในราคาเริ่มต้นเพียง 800,000 บาท ตอกย้ำด้วยการบริหารจัดการชุมชนอย่างมืออาชีพ การันตีสุขภาพดีโดยผู้ชำนาญการ จากสภากาชาดไทย พร้อมชมห้องตัวอย่างแล้ววันนี้ โดยจะเปิดจองสิทธิ์ตั้งแต่ 21 พฤษภาคม เป็นต้นไป

        สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานขายโครงการสวางคนิเวศ โทร  0-2389-1551-2
ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูสวางคนิวาส โทร. 02 7038913-5 , 02 3890853-4

 123

 

      โครงการที่พักผู้สูงอายุ อาคารสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย เป็นโครงการต้นแบบสำหรับที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุ และศูนย์การสนับสนุนงานวิจัยและการเรียนการสอน (Research and Training Center) โดยไม่ได้แสวงหาผลกำไร ภายใต้การดำเนินงานของสภากาชาดไทย ว่า“เป็นการพัฒนาโครงการเพื่อถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี องค์อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนม์มายุ 40 พรรษา และเพื่อลดช่องว่างของเวลา และความแตกต่างของวัย ที่เป็นเหตุสำคัญทำให้เกิดการละเลยต่อผู้สูงอายุ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุให้มีสภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง โดยได้ก่อสร้างแล้วเสร็จไปเมื่อปี 2539 ภายในบริเวณสถานพักฟื้นสวางคนิวาส สภากาชาดไทย ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และมาในปี 2554 นี้ ทางสภากาชาดไทย ได้เล็งเห็นว่าการพัฒนาโครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต และสภาพจิตใจของผู้สูงอายุ จึงได้ต่อยอดโดยการพัฒนาโครงการสวางคนิเวศ ส่วนต่อขยาย เพื่อรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้น โดยให้ความสำคัญในทุกการออกแบบ ตั้งแต่ห้องชุดพักอาศัย สภาพแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในโครงการ เพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้ชีวิต และสามารถตอบสนองความเป็นอยู่และความต้องการอย่างแท้จริง”

 

1_25

 

      จากการที่สวางคนิเวศได้รับความสนใจและมีผู้จองสิทธิ์เต็มทุกห้องแล้ว รวมทั้งยังมีผู้สนใจโครงการอีกหลายร้อยรายในกรณีที่จะมีการจัดทำโครงการส่วนต่อขยาย เมื่อประกอบกับในปัจจุบันโครงสร้างประชากรของไทยที่แนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปโดยมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้เกิดปัญหาผู้ดูแลไม่เพียงพอ  ดังนั้น  การให้ความสำคัญในการสร้างที่พักอาศัยที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายของผู้สูงอายุ จะทำให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเองซึ่งจะสามารถยืดระยะเวลาการพึ่งพาผู้อื่นลงได้ โดยท่านผู้สูงอายุสามารถอยู่ได้อย่างอิสระ มีคุณค่า พึ่งพาตนเอง ทางสภากาชาดไทยจึงได้มีแนวคิดที่จะสร้าง   สวางคนิเวศ            2 ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายจากโครงการแรก ภายในบริเวณเดียวกัน  โดยส่วนต่อขยายนี้จะประกอบไปด้วยอาคารพักอาศัยสูง 6 ชั้น จำนวน 8 อาคาร รวม 300 ยูนิต พื้นที่ยูนิตละประมาณ 40 ตารางเมตร มูลค่าโครงการรวม 270 ล้านบาท

 

 3_35

 

      สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิพักอาศัยในโครงการสวางคนิเวศ ส่วนต่อขยาย นั้นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปี ค่าสนับสนุนสำหรับสิทธิการเข้าอยู่อาศัยมีอัตรา 850,000 บาท ขึ้นไป ค่าบำรุงรายเดือนยูนิตละ 2,500 บาท ต่อเดือน ไม่รวมค่าไฟฟ้า ประปา และไม่สามารถสืบทอดสิทธิ์ในการพักอาศัย และสวางคนิเวศ ส่วนต่อขยาย มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปลายปี 2555 ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมห้องตัวอย่างได้แล้ววันนี้ ที่สำนักงานขายโครงการสวางคนิเวศ โดยจะเปิดให้จองสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป

 

 444_0

คอนโดฯ ต้นแบบ…สำหรับผู้สูงอายุ

thaipost.net   ข่าวไทยโพสต์  วันที่ 12 พฤษภาคม 2554

          หลังจากที่ประสบความสำเร็จจากโครงการแรก ทางสภากาชาดไทยจึงได้สานต่อโครงการ “สวางคนิเวศ” ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 เพื่อให้เป็นที่พักอาศัยที่มีคุณภาพสำหรับผู้สูงอายุ ทั้งด้านสภาพแวดล้อมและการดูแลสุขภาพกายและจิตใจ เพราะการมีที่อยู่อาศัยนั้นมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ดีย่อมสามารถยืดระยะเวลาในการพึ่งพาออกไปได้ โดยคอนโดฯ ดังกล่าวเน้นออกแบบให้เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ และครบครันด้วยการบริการที่ดีจากสภากาชาด ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิทสายเก่า ติดกับชายทะเลบางปูที่มีธรรมชาติซึ่งยังคงความสมบูรณ์

นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย กล่าวว่า สำหรับโครงการ “สวางคนิเวศ” นี้ เป็นคอนโดฯ หรือที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เป็นอาคารสูง 6 ชั้นจำนวน 8 อาคาร และมีความกว้างต่อห้องประมาณ 300 ยูนิต ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิทสายเก่า ติดกับชายทะเลบางปู สำหรับโครงการนี้อยู่ในความดูแลของสภากาชาดไทย และสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นชุมชน สำหรับให้ผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมร่วมกัน หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นลักษณะของศูนย์การสนับสนุนงานวิจัยและการเรียนการสอนสำหรับผู้สูงอายุนั่นเอง โดยไม่ได้มุ่งหวังกำไรแต่อย่างใด

          สำหรับคอนโดฯ “สวางคนิเวศ 2” นั้นสร้างอยู่ใกล้กับโครงการแรก หรือ “สวางคนิเวศ 1” โดยเปิดโอกาสให้สำหรับผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปไม่ว่าจะประกอบอาชีพใดก็ได้ สามารถเข้ามาจองที่อยู่อาศัย “สวางคนิเวศ 2” ได้ในอัตรา 850,000 บาท โดยมีค่าบำรุงรายเดือนยูนิตละ 2,500 บาทต่อเดือน (ไม่รวมค่าไฟฟ้า ประปา) และมีจำกัดว่าที่อยู่อาศัยนี้ไม่สามารถสืบทอดสิทธิ์ไปสู่ลูกหลานได้ หรือพูดง่ายๆ ว่าสามารถสืบทอดกรรมสิทธิ์ได้เฉพาะผู้สูงอายุที่เป็นคู่สมรสกันเท่านั้น และที่สำคัญผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ที่คอนโดฯ นี้จะได้รับการดูแลและบริการที่ดีจากสภากาชาดไทย โดยที่ลูกหลานไม่จำเป็นต้องเข้ามาดูแลมากนัก

           เพราะโครงการ “สวางคนิเวศ 2” นั้น ได้ออกแบบภายในอาคารดังกล่าวให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุมากมาย ไม่ว่าจะเป็นห้องออกกำลังกาย ห้องสมุดพร้อมอินเทอร์เน็ต ห้องพระ ห้องประชุม ห้องกายภาพบำบัด ห้องพยาบาลพร้อมด้วยพยาบาลประจำทุกวันและทุกอาคาร ส่วนลักษณะของการออกแบบห้องพักส่วนตัวสำหรับผู้สูงอายุนั้น นายแผนได้กล่าวว่า มีสถาปนิกที่มีความเชี่ยวชาญมาออกแบบบริเวณใช้สอยภายในห้อง โดยเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก และที่สำคัญเลือกใช้วัสดุที่ไม่ลื่นและไม่มีพื้นต่างระดับ อีกทั้งไม่มีธรณีประตูเพื่อป้องกันผู้สูงอายุสะดุดหกล้ม

            นอกจากนี้ ห้องครัวก็เน้นออกแบบให้มีการระบายอากาศที่ดี ส่วนห้องน้ำก็มีการติดตั้งราวจับที่อ่างล้างหน้า โถส้วมและที่นั่งอาบน้ำเพื่อช่วยในการทรงตัวสำหรับผู้สูงอายุ และที่สำคัญประตูทุกบานนั้นเป็นบานเลื่อนกว้างประมาณ 90 เซนติเมตร สามารถเข้าออกได้สะดวก นอกจากนี้ปลั๊กไฟและสวิตช์ไฟ จะสูงจากพื้น 90 เซนติเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการก้ม อีกทั้งสวิตช์ไฟนั้นมีขนาดใหญ่กว่าปกติ และมีแสงสว่างเมื่อเปิดสวิตช์ ที่สำคัญมีสัญญาณฉุกเฉินติดตั้งอยู่บริเวณหัวเตียงนอนและในห้องน้ำ เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉิน เช่น ผู้สูงอายุล้มในห้องน้ำ เป็นต้น

            ส่วนสาเหตุที่เลือกก่อสร้าง “สวางคนิเวศ 2” ใกล้กับสถานที่พักตากอากาศบางปูนั้น ส่วนหนึ่งเพราะบริเวณบางปูยังเต็มไปด้วยธรรมชาติ จะช่วยทำให้ผู้สูงอายุที่เข้าไปพักอยู่อาศัยนั้น มีความสดชื่นและมีสุขภาพกายสุขภาพใจที่แจ่มใสมากยิ่งขึ้นเมื่อได้อยู่ใกล้ธรรมชาติ และอีกส่วนหนึ่งต้องการให้อยู่ใกล้กับ “โครงการสวางคนิเวศ 1” เนื่องจากมีส่วนรักษาพยาบาลที่พร้อมอยู่แล้ว ก็จะทำให้เวลาที่ผู้สูงอายุเจ็บป่วยจะสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที

            สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานขายโครงการสวางคนิเวศ 0-2389-1551-2 ได้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป โดยโครงการจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 ปี และจะแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายนปี 2555.

ข้อมูลโครงการสวางคนิเวศ ส่วนต่อขยาย

ที่ตั้ง – ทำเล

ถนนสุขุมวิทสายเก่า (เพียง 5.5 กม. จากถนนศรีนครินทร์) ติดชายทะเลบางปู

เนื้อที่โครงการ

ประมาณ 23 ไร่ (ภายในโครงการสวางคนิวาส)

จำนวนชั้น

ประกอบด้วยอาคารชุดพักอาศัย 8 อาคาร สูง 6 ชั้น

กำหนดก่อสร้าง

พฤษภาคม 2554

กำหนดแล้วเสร็จ

กันยายน    2555

ลักษณะโครงการ

อาคาร A   : 4 ยูนิต ต่อชั้น และ อาคาร B   : 8 ยูนิต ต่อชั้น

ชั้น G       : โถงรับรอง, สำนักงานนิติบุคคลอาคารชุด และสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ   

                 Active Facility    : ห้องเต้นรำ สระว่ายน้ำบำบัด ห้องออกกำลังกาย ลานสุขภาพ

Passive Facility  : ห้องสมุด ห้องอินเตอร์เนต ห้องสวดมนต์

Medical Facility  : ห้องพยาบาล (มีพยาบาลประจำ) ห้องกายภาพบำบัด

(ดูแลโดยหน่วยงานสภากาชาดไทย)

ชั้น 2-6     : ห้องชุดพักอาศัย

ห้องชุดพักอาศัย

ห้องชุดพักอาศัย รวมประมาณ 300 ยูนิต

รูปแบบห้องชุด ขนาด 33 ตร.ม.

แนวคิดการการออกแบบเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ 

ออกแบบโดย รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ห้องพัก                 – พื้นห้องพักใช้วัสดุไม่ลื่น ไม่มีพื้นต่างระดับ ไม่มีธรณีประตู ป้องกันการสะดุดล้ม

ห้องครัว                 – มีระบบระบายอากาศที่ดี

ห้องน้ำ                   – ติดตั้งราวจับที่อ่างล้างหน้า โถส้วม ที่นั่งอาบน้ำ เพื่อช่วยในการทรงตัว

ประตู                     – ทุกบานเป็นบานเลื่อนกว้างสุทธิ 90 ซม. เข้า-ออก สะดวก

ปลั๊กไฟและ           – ปลั๊กไฟ และสวิตซ์ไฟสูงจากพื้น 90 ซม. เพื่อหลีกเลี่ยงการก้ม

สวิตซ์ไฟ                – สวิตซ์ไฟมีขนาดใหญ่กว่าปกติ และมีแสงเมื่อปิดสวิตซ์

สัญญาณฉุกเฉิน   – ติดตั้ง บริเวณเตียงนอนและในห้องน้ำ

 2_25

4_32

333